ตั้งกระทู้ใหม่

เลขาสภาการศึกษาชี้ ต้องผลิตครู “เก่ง-ดี-มีจิตวิญญาณของความเป็นครู”


ลบ แก้ไข



เลขาสภาการศึกษาชี้ ต้องผลิตครู “เก่ง-ดี-มีจิตวิญญาณของความเป็นครู” คุรุทายาทห่วงเร่งรัดการผลิตใน 2 เดือน-ผลิตปริมาณมากถึง 3 พันคน หวั่นกระทบคุณภาพ 

 
วันที่ 2 เมษายน 2558 ณ ชั้น 1 ห้องพูล ไซต์ โรงแรมโนโวเทล เมืองทองธานี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และเครือข่ายคุรุทายาท 4 ภูมิภาคจัดแถลงข่าว “คุรุทายาท Voice” เพื่อเป็นเวทีในการยื่นข้อเสนอแก่สกศ. และคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา หรือซุปเปอร์บอร์ดการศึกษา รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การนำโครงการครุทายาทกลับมาใหม่ ตามนโยบายของรัฐบาล เพราะเล็งเห็นว่าโครงการนี้สามารถชักจูงให้คนเก่งและคนดีเข้าสู่ระบบเพื่อกลับสู่ภูมิลำเนา โดยแบ่งเป็นการให้ทุนเพียงอย่างเดียวกับประเภทให้ทุนและประกันการมีงานทำในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่เสี่ยงในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งในกลุ่มนี้นักเรียนทุนต้องอยู่ในพื้นที่ใช้ทุนไม่ต่ำกว่า 5 ปี จากนั้นจึงขอย้ายออกได้ สิ่งสำคัญของการผลิตโครงการครูคุรุทายาทนั้น ไม่ต้องการแค่คนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนดีด้วย หลักสูตรและการฝึกอบรมจึงต้องเน้นการสร้างจิตวิญญาณของความเป็นครู  
เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า โครงการนี้จะเป็นการทำงานในรูปของคณะกรรมการ 2 ชุด คือ  คณะกรรมการอำนวยการ และคณะกรรมการคัดเลือก โดยมีเจ้าหน้าที่จากสพฐ.และอาชีวศึกษาที่ดูแลเรื่องอัตรากำลังร่วมด้วย พร้อมกับวางmappingอัตราความต้องการและสาขาที่ขาดแคลน โดยจะเริ่มผลิตในปีแรกจำนวน 3,000 คน ปีที่ 2 จำนวน 4,000 คน และปีที่ 3 จำนวน 5,000 คน ส่วนระบบติดตามการผลิตเมื่อบรรจุครู 3,000 คนในปีแรกจะใช้การบริหารงานเป็นเครือข่ายคอยดูแล และในการบรรจุก็จะใช้ระบบ mapping เพื่อบรรจุในภูมิลำเนาหรือพื้นที่ใกล้เคียง  โดยมีการตั้งเกณฑ์ใหม่ที่ให้นักเรียนที่เข้าเรียนต้องเรียนม.ปลาย 3 ปีในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคการดำเนินการที่ผ่านมา ส่วนสถาบันฝ่ายผลิตนั้น เขาต้องรับผิดชอบในผลผลิตโดยต้องตามไปพัฒนาครูที่ผลิตขึ้น ทั้งนี้ในการทำให้เกิดความต่อเนื่องนั้น กรรมการอำนวยการต้องไม่มาจากการเมืองหรือไม่ใช่รัฐมนตรี และต้องเสนอให้ครม.อนุมัติเพื่อทำงานอย่างน้อย 10 ปี จะได้มีงบประมาณต่อเนื่อง และต้องมีการกระจายอำนาจลงสู่เครือข่ายการจัดการที่เกี่ยวข้อง
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศาสตร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษา กล่าวว่า สิ่งที่กังวลคือในระยะเวลาที่จำกัดเพียง 2เดือน สิ่งที่ต้องทำคือ 1) การจัดทำmappingข้อมูลว่าตรงไหนขาด ตรงไหนต้องการ เพราะครูที่ไม่อยู่ในภูมิลำเนาไปอยู่ในที่ห่างไกลแล้วจะไปอยู่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะเหมือนกับโครงการนักวิทยาศาสตร์ที่ผลิตคนเก่งจำนวนมากแต่จบมาแล้วก็ว่างงาน ไม่ถูกบรรจุ 2) ใครผลิต ไม่ใช่เรียนจบแล้วไม่อยากเป็นครู แต่หลักสูตรต้องท้าทาย เปลี่ยนแปลงตามภาวะสังคม 3) เจ้าภาพคือใคร ใครเป็นคนจัดการและรับผิดชอบ ไม่เช่นนั้นจะมีแต่แผนแต่ไม่เห็นวิธีการจัดการ
นพ.ชัชวาล สมพีร์วงศ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพิ่มชาวชนบท (สบพช.) กล่าวว่า จุดแข็งของสพปช.นั้นอยู่ที่หน่วยงานภายในกระทรวงสาธารณสุขมีกลไกการทำงานร่วมกัน และมีหน่วยงานที่สามารถจัดการเรียนการสอนอบรมแพทย์ได้เอง จุดแข็งของสบพช.จึงอยู่ที่การเป็นตัวกลางเชื่อมประสานความต้องการและความขาดแคลนในพื้นที่ ฉะนั้นเมื่อเปรียบกับกระทรวงศึกษาธิการที่มีหน้าที่หลักในการผลิตครูจึงมองว่าเป็นหน่วยงานโดยตรงที่มีโครงสร้างเอื้ออำนวยอยู่แล้ว แต่การผลิตครูอาจต้องพึ่งเครือข่ายสถาบันต่างๆที่มีคณะครุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์เป็นเป้าหมายสำคัญ ฉะนั้นต้องสร้างให้เกิดกระบวนการทำงานร่วมกันและเกื้อกูลกันทั้งเรื่องงบประมาณ การจัดหลักสูตรแบบใหม่ร่วมกัน การคัดเลือกผู้เข้าเรียน ขณะเดียวกันก็ต้องเชื่อมให้ถึงหน่วยงานที่บรรจุตำแหน่งครู เพื่อการันตีการมีงานทำด้วย
“ผมเป็นห่วงเรื่องสถาบันการผลิตครู การสั่งการในแต่ละหน่วยงานที่อาจไม่เป็นเอกภาพว่าจะสามารถทำงานให้เกิดความยั่งยืนได้หรือไม่ จึงเห็นด้วยว่าควรมีกลไกการบริหารจัดการ หรือหน่วยงานใหม่ที่มีความเป็นเอกภาพในการดำเนินการ ฉะนั้นต้องมีแจกแจงนโยบายและงบประมาณรายหัวที่ต้องสนับสนุนให้ชัดเจน มิใช่ให้งบประมาณไม่เพียงพอก็จะไม่สามารถผลิตบุคคลากรได้อย่างมีคุณภาพ”
นายศุภโชค ปิยะสันติ์ แกนนำเครือข่ายคุรุทายาท 4 ภูมิภาค ผู้อำนวยการโรงเรียนห้วยไร่สามัคคี จ.เชียงราย กล่าวถึงข้อเสนอของเครือข่ายคุรุทายาท 4 ภูมิภาค ตั้งแต่รุ่นที่ 1-12 ซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 5,000 คน มี 4 ประเด็น ดังนี้ 1.) โครงการนี้ควรมุ่งที่ครูในพื้นที่ยากลำบากห่างไกล เพื่อแก้ปัญหาอัตราการไหลเข้าออกในแต่ฤดูกาลการจัดสอบบรรจุครู 2) จำนวนครูนั้นต้องมีการทำฐานข้อมูลปัจจุบัน เพื่อดูความขาดแคลน 3) ต้องทำงานร่วมกับสถาบันผู้ผลิตครู เพื่อสร้างหลักประกันว่า จบแล้วครูเหล่านี้ต้องมีคุณภาพและคุณสมบัติพร้อม ซึ่งจะเชื่อมโยงกับงบประมาณต่อหัวที่สูงขึ้น สิ่งสำคัญคือ การอนุมัติงบประมาณต่อหัวต้องทำให้เพียงพอ ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิดคุณภาพ ซึ่งประมาณค่าใช้จ่ายเบื้องต้นต่อหัวตกประมาณ 150,000-200,000 บาท ฉะนั้นการผลิตในระดับพันคนต่อรุ่น จะใช้งบประมาณราวพันล้าน ภายใน 5 ปี ซึ่งหากงบประมาณไม่เพียงพอก็ไม่ควรตั้งเป้าสูง เพราะจะไม่ต่างกับการผลิตครูทั่วไป และ 4) โครงการฯนี้ต้องมีการบริหารจัดการที่คล่องตัว จึงเสนอให้มีสำนักงานเฉพาะที่ดูแลโครงการนี้อย่างต่อเนื่องในลักษณะวิจัยและพัฒนา (R&D) ขณะเดียวกันต้องมีการสร้างเครือข่ายคนทำงาน เช่น สสค.เข้ามาช่วยสนับสนุนงานในเชิงวิชาการเพื่อให้เกิดการพัฒนาเป็นระยะด้วย

 



โดย mooBo
วันที่ 2 เม.ย. 58 16:07 น.
กระทู้นี้เปิดอ่านแล้ว 1,128 ครั้ง

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 1,128 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่



กระทู้แนะนำ