ตั้งกระทู้ใหม่

มิวเซียมคางคก "พญาคันคาก" แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ ยโสธร


ลบ แก้ไข

อาจจะได้ผ่านตากันได้บ้างแล้วนะคะ กับภาพคางคกตัวใหญ่ ริมแม่น้ำ

ที่ได้ชื่อว่า มิวเซียมคางคก "พญาคันคาก" แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของ จ.ยโสธร



โดยภายในอาคารพญาคันคาก มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติ ความสำคัญ ความเชื่อ และวิถีชีวิตของคนอีสาน เช่น ตำนานบั้งไฟ

แต่อาจจะสงสัยใช่ไหมคะว่า พญาคันคาก คืออะไร?

จริงๆ แล้ว พญาคันคาก เป็นนิทานปรัมปราของชาวอีสาน มีตำนานเล่าต่อๆ กันมา ดังนี้

ณ เมืองอินทะปัตถานคร มีพญาเอกราชปกครองประชาราษฎร์ด้วยหลักทศพิธราชธรรม เคารพและบูชาพญาแถนอยู่เสมอ ต่อมาพระมเหสีมีพระโอรสชื่อพญาคันคากมีรูปโฉมอัปลักษณ์ผิวพรรณตะปุ่มตะปั่ม คล้ายคางคก แต่ด้วยความเพียรพยายามปฏิบัติธรรม เป็นผู้ทรงทศพิธราชธรรมและขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา ทำให้บุคลิกภาพแปร เปลี่ยนมีรูปโฉมงดงาม ประชาชนเคารพยกย่องสรรเสริญ จนลืมบวงสรวงพญาแถน

ขณะเดียวกัน ณ เมืองเชียงเหียน อันมีพระยาขอมเป็นเจ้าครองนคร ซึ่งมีธิดาที่สวยงดงามชื่อนางไอ่ เป็นที่หมาย ปองของท้าวภังคีซึ่งเป็นโอรสของพญานาคแห่งแม่น้ำโขง แต่ก็ปรากฏเหตุการณ์บางอย่างซึ่งท้างภังคีเสียชีวิตเพราะนางไอ่ทำให้พญานาค โกรธมากและใช้อิทธิฤทธิ์ถล่มเมืองเชียงเหียนจนล่มจม แม้มีนายผาแดงพานางไอ่ขึ้นนั่งบนหลังมาหลีกหนีจนพ้นอันตราย  แต่พญานาคก็ตามทันและใช้หางตวัดทำร้ายจนนางไอ่เสียชีวิต ฝ่ายพญาแถนรับรู้เรื่องราว จึงไม่ยอมให้พญานาคขึ้นไปเล่นน้ำในสระโบกขรณีบนฟ้าเช่นเคย  น้ำในสระดังกล่าวจึงนิ่งไม่ล้นหรือกระฉอกลงสู่พื้นดินเช่นเคย จึงทำให้บังเกิดความแห้งแล้งแก่โลกมนุษย์และสรรพสัตว์

ดังนั้นพญาคันคาก(คางคก) จึงยกทัพไปรบกวนพญาแถนและบังคับให้พญาแถนปฏิบัติเช่นเคยทุกๆ ปีและทุกๆ เดือนหก          ซึ่งพญาแถนก็ยินยอมโดยให้พญานาคขึ้นไปเล่นน้ำที่สระโบกขรณีเช่นเคย โดยมีเงื่อนไขว่าต้องการฝนตกเมืองใดให้พญาคันคากส่งบั้งไฟไปบอกเมื่อ นั้น พญาแถนก็จะปล่อยฝนมาทันทีและตลอดเดือนเพื่อให้เกษตรกรได้ทำนาและเพาะ ปลูกตามฤดูกาล.......

นิทานข้างต้นนี้จึงเสมือนการตอกย้ำความเชื่อเรื่อง ฟ้า ขวัญ เมือง ของกลุ่มชนลุ่มแม่น้ำโขงโดยเฉพาะชาวอีสาน ซึ่งจะต้องจัดบุญประเพณีบั้งไฟ ทุกๆ ปี และเป็นที่อัศจรรย์ใจของทุกคนว่าเมื่อ  จุดบั้งไฟในวันใด ตอนเย็นของวันนั้นฝนจะตกทุกครั้งไป  เรื่องนี้อาจสรุปได้อีกทางหนึ่งว่าเขม่าควันของลูกไฟดวงใหญ่ที่ทยานขึ้นสู่ ท้องฟ้าอาจไปจับยึดก้อนเมฆจนลอยต่ำลงและกลั่นตัวเป็นหยาดฝน โปรยลงมาตามประสงค์ของผู้มาร่วมบุญประเพณีบั้งไฟดังกล่าว


ภาพ ลักษณ์ของบั้งไฟในขบวนแห่จึงคงไว้ด้วยส่วนหัวที่ควบคู่กับหัวพญานาคเพื่อยิง ดวงไฟหางส่งพญานาคไปเล่นน้ำที่สระโบกขรณีบนท้องฟ้า โดยมีหนุ่มสาว 1 คู่ จำลองเป็นผาแดงและนางไอ่ขี่บนหลังม้าหลบหนีให้รอดพ้นความล่มจมของเมือง มีพิธีกรรมบวชพระและฟังธรรมอันมีสาระตอกย้ำคติชนและจารีต “ฮีต 12 คอง 14” ซึ่งปลูกสำนึกแก่ผู้ปกครองบ้านเมือง  ภิกษุสงฆ์ และประชาชนทั่วไป ปัจจุบันการทำบั้งไฟเป็นทักษะพิเศษของคนยโสธร สามารถทำลำกล้องหรือเลาบั้งไฟขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 น้ำ (เรียกบั้งไฟแสน)  และขนาดใหญ่มากเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว (เรียกบั้งไฟล้าน) นิยมสลักลวดลายทางศิลปะบริเวณหางของบั้งไฟ  มีสูตรผสมดินปืนเฉพาะพื้นที่แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการละเล่น แต่บั้งไฟที่แสดงแสนยานุภาคนั้น นิยมสลักลวดลายทางศิลปะบริเวณหางของบั้งไฟ มีสูตรผสมดินปืนเฉพาะพื้นที่แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการละเล่น แต่บั้งไฟที่แสดงแสนยานุภาคนั้น นิยมเอ้และยิงให้ขึ้นสูงลอยบนท้องฟ้าได้นานเพื่อให้เขม่าควันจับก้อนเมฆได้ อย่างกว้างและไกล           การจุดระเบิดและเล่นเปลวไฟรวมทั้งการยิงทยานในลักษณะต่างๆ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน จึงทำให้มีบั้งไฟหลากหลายชนิด อาทิ 1) บั้งไฟยึดติดอยู่กับที่ เช่นบั้งไฟพะเนียง บั้งไฟดอกไม้ ฯลฯ 2) บั้งไฟเคลื่อนที่ทางตรงข้าม ได้แก่ บั้งไฟหางทางมะพร้าว บั้งไฟเสียงโหวด บั้งไฟก่องข้าว บั้งไฟอีตื้อ บั้งไฟจินาย บั้งไฟม้า ฯลฯ 3) บั้งไฟลักษณะควงสว่าน เช่น บั้งไฟตะไล ฯลฯ 4) บั้งไฟเสียงดัง เช่น บั้งไฟพลุ เสียงสัตว์ เสียงคำราม ฯลฯประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นที่นิยมมากของประชาชนจังหวัดยโสธร ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี         อันเชื่อถือว่าเป็นปฏิบัติบูชาพญาแถน(พระอินทร์) สืบทอดภูมิปัญญาการประดิษฐ์และทดลองบั้งไฟ เป็นการละเล่นเพื่อเสี่ยงทายและแข่งขันให้สนุกสนานจนเป็นอาชีพ และที่สำคัญคือการสืบทอดธรรมเนียมพระพุทธศาสนาที่เน้นคติชนฮีตคองเพื่อความ สามัคคี
 

ขอบคุณข้อมูลจาก matichon และ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี



โดย พญาคันคาก
วันที่ 20 พ.ค. 58 18:02 น.
กระทู้นี้เปิดอ่านแล้ว 3,566 ครั้ง

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 3,566 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่



กระทู้แนะนำ