ตั้งกระทู้ใหม่

บริษัทจัดหางาน และจัดหาที่ฝึกงาน


ลบ แก้ไข




บริษัทจัดหางาน และจัดหาที่ฝึกงานสำหรับน้องๆที่จบใหม่ตรงสายโลจิสติกส์  เป็นบริษัทฯให้บริการท่าน ได้หางานด้านนี้อย่างมืออาชีพ  เราจะวิเคราะห์และ สรรหางานที่เหมาะและตรงตามความต้องการลูกลูกค้าแต่ละท่าน เพราะเราเชื่อว่า ทุกคนมีดีที่แตกต่างกัน  เราอยากเป็นตัวช่วยให้คุณได้งานตรงใจและทำงานอย่างมี
ความสุข




การบริการ

1.หมดห่วงเรื่องการหางาน

2.ได้งานที่ตรงกับความต้องการ

3.ไม่ต้องรองานเป็นเวลานาน

ทั้งนี้สำหรับน้องๆ นักศึกษาจบใหม่กำลังมองหา ที่ฝึกงาน สามารถมาใช้บริหารของเราได้ เพียงท่านติดต่อเรามา..เท่านั้น

สนใจติดต่อ คุณฐานันดร (ต้อง)
Tel: 097-327-8482 / 086-713-2193
Id line: thanandon.tf
email  :  thanandon@deklogistics.co.th
website : http://www.deklogistics.co.th

#logistics #ITBS #คลังสินค้า #import #export #ส่งออก #นำเข้า#Transport #Fowarders #อบรม #Cargo #มีงานรองรับ #พร้อมจัดหางาน#งาน #หางาน #หางานกรุงเทพ #โลจิสติกส์#หางานโลจิสติกส์



โดย ฐานันดร บุญกว้าง
วันที่ 13 มิ.ย. 60 14:38 น.
กระทู้นี้เปิดอ่านแล้ว 85 ครั้ง

ความคิดเห็นยอดนิยม

ลบ แจ้งลบ
งานที่เด็กจบใหม่กำลังมองหามีดัชนีความสุขมากแค่ไหน
          จบปริญญาเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสิ่งที่ยากกว่าคือการใช้ชีวิตจริง และการทำงานจริง ๆ ใครได้ทำงานที่ใช่ ที่เหมาะสมกับตัวเองก็จะมีความสุขในการทำงาน ยิ่งถ้าบริษัทไหน หรือองค์กรใด ให้เงินเดือนและสวั สดิการดี ก็ยิ่งเหมือนได้รับโชค 2 ชั้น เพิ่มความสุขยิ่งขึ้นไปอีก มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่างานที่เด็กจบใหม่กำลังมองหากันอยู่นั้น มีดัชนีความสุขมากน้อยกันแค่ไหน... อ่านต่อ
 
เด็กจบใหม่ ต้องสื่อสารอย่างไรให้ได้งาน
AddThis Sharing Buttons
Share to FacebookShare to TwitterShare to อีเมล์Share to พิมพ์Share to อื่นๆ...
          การสัมภาษณ์งานนับเป็นปราการด่านแรก ๆ ที่รออยู่สำหรับน้อง ๆ ที่เพิ่งเรียนจบใหม่ และกำลังก้าวสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มตัว ฟังดูน่าตื่นเต้นและน่าท้าทายไม่น้อยสำหรับมือใหม่ไร้ประสบการณ์ แต่ก็อย่าได้กังวลจนเกินไป เพราะไม่มีอะไรยากเกินความสามารถ หากมีสติและการเตรียมตัวที่ดี เด็กจบใหม่อย่างเราก็จะสามารถสื่อสารกับว่าที่นายจ้างได้อย่างน่าประทับใจ…ไม่นกอย่างแน่นอน
          ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์งานส่วนใหญ่มองหาว่าคุณสมบัติเด่นของเด็กจบใหม่คนไหนที่จะฉายแววมากกว่ากันมีอะไรบ้าง
1. เป็นน้ำครึ่งแก้ว (50%)
         ใคร ๆ ก็ชอบคนที่สามารถเปิดรับความรู้ใหม่ ๆ รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น และพัฒนาตนเองได้เสมอ เพราะคงไม่มีใครอยากทำงานกับคนที่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วจนใส่อะไรเพิ่มเติมไม่ได้ หรือในทางตรงข้ามเป็นน้ำเกลี้ยงแก้วจนทำอะไรไม่เป็นเลยอย่างแน่นอน
2. ทำงานเป็นทีมได้ (50%)
          เพราะการทำงานในองค์กรนั้นต้องอาศัยความร่วมมือและความสามารถของบุคลากรหลาย ๆ ฝ่าย การทำงานเป็นทีมได้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนทำงานทุกคน
3. มีไฟในการเรียนรู้ (45%)
          อีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจของเด็กจบใหม่คือพลังงานที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่นตั้งใจ และความขวนขวายใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ เพราะโลกในยุคปัจจุบัน การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทกับชีวิตของคนเราตลอดเวลา ผู้ที่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้กับสิ่งต่าง ๆ เท่านั้นที่จะก้าวทันโลก และพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างมีศักยภาพ
4. สื่อสาร-ประสานงานได้ (62%)
          ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการสื่อสารนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในโลกของการทำงาน การสื่อสารเป็นตัวเชื่อมโยงทุกหน่วยงานและทุกคนให้มีความเข้าใจและก้าวไปในทิศทางเดียวกัน ทักษะด้านการสื่อสารและการประสานงานจึงเป็นคุณสมบัติที่คนทำงานส่วนใหญ่ควรมี
5. ข้อได้เปรียบด้านภาษา (62%)
          คนที่มีความสามารถในภาษาที่ 2 อย่างภาษาอังกฤษ ซึ่งใช้สื่อสารเป็นภาษากลางไปทั่วโลก หรือเหนือชั้นไปอีกด้วยภาษาที่ 3 เช่น ภาษาจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ ย่อมเป็นบุคคลที่องค์กรต่าง ๆ ต้องการตัวมากที่สุด ยิ่งในปัจจุบันที่การติดต่อสื่อสารไร้พรมแดน การทำธุรกิจต่าง ๆ ต้องสื่อสารกับต่างประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ องค์กรก็ยิ่งต้องการคนมีความสามารถด้านภาษามาช่วยงาน เป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม โดดเด่นกว่าผู้สมัครงานคนอื่น ๆ อย่างแน่นอน
6. ทักษะ-ความเชี่ยวชาญเฉพาะ (54%)
          เปรียบเหมือน keyword สำคัญที่สายอาชีพนั้น ๆ จำเป็นต้องมี เช่น ความรู้ด้านการใช้โปรแกรมออกแบบกราฟิคดีไซน์ ความเชี่ยวชาญด้านระบบ IT การจัดทำบัญชี ฯลฯ
7. พร้อมเริ่มงานได้ทันที
          คำถามที่ผู้สัมภาษณ์งานร้อยละร้อยต้องถามผู้สมัครงานที่เป็นเด็กจบใหม่ก็คือ พร้อมเริ่มงานทันทีได้หรือไม่ ได้ยินคำถามแบบนี้ก็มั่นใจได้ร้อยละ 90 ว่าเป็นสัญญาณที่ดีตอบรับเราให้เข้าทำงานนั่นเอง ทางที่ดีก็ควรตอบว่าพร้อมเริ่มงานทันที ระบุไปว่าสัปดาห์หน้า หรือเดือนหน้า แสดงให้เห็นถึงความพร้อมอย่างที่สุด เพราะถ้าไม่พร้อม นั่นอาจหมายถึงตำแหน่งงานอาจหลุดลอยไปตกเป็นของผู้สมัครงานที่พร้อมเริ่มงานได้ทันทีมากกว่าเรา
          รู้ความต้องการของฝ่ายสัมภาษณ์งานกันแล้ว ที่เหลือก็คือต้องเตรียมตัวทำการบ้านให้ดี เตรียมแนวคำตอบที่สามารถสื่อสารคุณสมบัติข้างต้นออกไปในช่วงเวลาของการพูดคุยสัมภาษณ์งานให้ได้มากที่สุด เสริมด้วยเทคนิคอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ควรนำไปใช้ในการสัมภาษณ์ เพื่อให้การสัมภาษณ์งานครั้งนี้ดูดีเป็นมืออาชีพแบบสุด ๆ
1. ความประทับใจแรก
          การแต่งกายและบุคลิกภาพเป็นสิ่งแรกที่ผู้สัมภาษณ์จะสัมผัสได้จากตัวเรา เด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มักมีความมั่นใจและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง การเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องคุมโทนให้อยู่ในขอบเขตของกาลเทศะที่เหมาะสม ความสุภาพและอ่อนน้อมก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องรักษาไว้ไปตลอดการสัมภาษณ์ แม้ผู้สัมภาษณ์งานจะแสดงความเป็นกันเองกับเรา แต่ก็อย่าเผลอสนุกสนานเป็นกันเองจนเหมือนพูดเล่นอยู่กับเพื่อนฝูง มีอารมณ์ขันได้ แต่ต้องอยู่ในระดับที่พอดีและปล่อยในจังหวะที่เหมาะสม จำไว้ว่าผู้สัมภาษณ์กำลังเก็บทุกรายละเอียด และจับตาดูพฤติกรรมของเราอยู่ เพื่อนำไปประเมินประกอบการตัดสินใจนั่นเอง
2. ตอบคำถามตามความเป็นจริง ไม่อวย ไม่อวด
          ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาตามสิ่งที่เราคิด แต่ต้องคิดอย่างกลั่นกรองแล้ว ค่อยสื่อสารออกมาอย่างเป็นกลาง มีความสมเหตุสมผลอยู่เสมอ  การพูดตามสิ่งที่คิดจะทำให้เราพูดจาฉะฉานโดยอัตโนมัติ และอธิบายเหตุผลสนับสนุนความคิดนั้นได้อย่างคล่องแคล่ว และต้องระวังอย่างตอบเอาใจผู้ฟังมากเกินไป เผื่อโดนถามลงลึกแล้วยิ่งค้านกับความรู้สึก จะเกิดอาการไปไม่เป็นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากไม่อวยแล้ว ก็ต้องไม่อวดเก่ง มั่นหน้ามั่นใจจนเกินงาม ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยผ่านการทำงานมาก่อน มิเช่นนั้นอาจแพ้ภัยตัวเอง แถมยังส่อแนวโน้มว่าอาจเป็นคนอีโก้จัด จนไม่ยอมรับฟังใครอีกด้วย
3. มีสติ ไม่ประหม่า
          ความตื่นเต้นอาจทำให้ความสามารถในการมีสติลดลง สลัดความกังวลทิ้งไป เพราะมันเป็นตัวการทำให้เราประหม่าและตอบคำถามได้ไม่ดีเท่าที่ควร ไม่กดดันตัวเองระหว่างการสัมภาษณ์ แม้บรรยากาศจะมาคุ ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ คำถามไหนตอบได้ไม่ดี ให้ปล่อยผ่าน ค่อยตั้งสติรับมือกับคำถามต่อไปจะดีกว่า นอกจากนี้ พึงระวังเรื่องการตอบไม่ตรงคำถาม และการพูดออกนอกประเด็นด้วย ใช้ทุกนาทีในการสัมภาษณ์ให้มีค่า และพยายามสื่อสารข้อความและข้อมูลที่เตรียมตัวไว้ รวมไปถึงสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการคำตอบให้ได้มากที่สุด       
4. เรียกเงินเดือนให้เหมาะสม
          ทางที่ดีไปทำการบ้านมาก่อน ถามผู้มีประสบการณ์ที่ทำงานในสายงานเดียวกับที่เราสมัคร และให้คิดบนพื้นฐานของความสามารถ (แบบไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป) ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องเงินเดือนก็ควรยืดหยุ่นไว้บ้าง ได้ตัวเลขน้อยกว่าที่คาดก็ให้คิดเสียว่า เราทำได้งานที่อยากทำและตรงตามความสามารถ ก็น่าจะคุ้มค่าพอให้เราลองเข้าไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์

 

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 85 ครั้ง ตอบ 2 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย EZ0016842
บริษัทจัดหางาน เด็กโลจิสติกส์ จำกัด จัดขึ้นมาด้วยปณิธานที่ว่าเราจะเป็นผู้ประสานงานระหว่าง คนที่จบโลจิสติกสื คนที่มีประสบการณ์ด้านโลจิสิติกส์ กับผู้ประกอบการในธุรกิจโลจิสติกส์โดยตรง   เราน่าจะเป็นบริษัจัดหางานโลจิสติกส์เจ้าแรกที่ หางานโลจิสติกส์โดยเฉพาะ เพราะเราเชื่อมั่นมา น้องๆที่มาใช้บริการของเรา จะสามารถได้งานทำในงานที่น้องสนใจและถนัด ได้ใช้ความสามารถเต็มที่ เพราะงานโลจิสติกส์มีหลากหลายให้เลือก และหลายๆบริษัท รอน้องๆรุ่นใหม่ไฟแรง เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
 
คุณกำลังเจอปัญหานี้อยู่ใช่หรือไม่
1. จบมานานแล้ว สมัครที่ไหนก้อยังไม่เรียก หรือยังไม่ได้งาน
2. ไม่รู้ว่าที่ไหนรับสมัครงานด่วนบ้าง
3. ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ในการสมัครงาน
4. ไม่รู้ว่าตัวเองจะเหมาะกับงานด้านไหน ตำแหน่งอะไร
5. ไม่อยากรองานนาน
6. ไม่มีเวลาหาตำแหน่งงานและติดต่อเพื่อหางาน


ปัญหาในหางานของคุณ ให้มาเป็นปัญหาของเรานะครับ
สนใจติดต่อ คุณฐานันดร (ต้อง)
Tel: 097-327-8482 / 086-713-2193
Id line: thanandon.tf
email  :  thanandon@deklogistics.co.th
website : http://www.deklogistics.co.th

 
ลบ แจ้งลบ
งานที่เด็กจบใหม่กำลังมองหามีดัชนีความสุขมากแค่ไหน
          จบปริญญาเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสิ่งที่ยากกว่าคือการใช้ชีวิตจริง และการทำงานจริง ๆ ใครได้ทำงานที่ใช่ ที่เหมาะสมกับตัวเองก็จะมีความสุขในการทำงาน ยิ่งถ้าบริษัทไหน หรือองค์กรใด ให้เงินเดือนและสวั สดิการดี ก็ยิ่งเหมือนได้รับโชค 2 ชั้น เพิ่มความสุขยิ่งขึ้นไปอีก มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่างานที่เด็กจบใหม่กำลังมองหากันอยู่นั้น มีดัชนีความสุขมากน้อยกันแค่ไหน... อ่านต่อ
 
เด็กจบใหม่ ต้องสื่อสารอย่างไรให้ได้งาน
AddThis Sharing Buttons
Share to FacebookShare to TwitterShare to อีเมล์Share to พิมพ์Share to อื่นๆ...
          การสัมภาษณ์งานนับเป็นปราการด่านแรก ๆ ที่รออยู่สำหรับน้อง ๆ ที่เพิ่งเรียนจบใหม่ และกำลังก้าวสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มตัว ฟังดูน่าตื่นเต้นและน่าท้าทายไม่น้อยสำหรับมือใหม่ไร้ประสบการณ์ แต่ก็อย่าได้กังวลจนเกินไป เพราะไม่มีอะไรยากเกินความสามารถ หากมีสติและการเตรียมตัวที่ดี เด็กจบใหม่อย่างเราก็จะสามารถสื่อสารกับว่าที่นายจ้างได้อย่างน่าประทับใจ…ไม่นกอย่างแน่นอน
          ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์งานส่วนใหญ่มองหาว่าคุณสมบัติเด่นของเด็กจบใหม่คนไหนที่จะฉายแววมากกว่ากันมีอะไรบ้าง
1. เป็นน้ำครึ่งแก้ว (50%)
         ใคร ๆ ก็ชอบคนที่สามารถเปิดรับความรู้ใหม่ ๆ รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น และพัฒนาตนเองได้เสมอ เพราะคงไม่มีใครอยากทำงานกับคนที่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วจนใส่อะไรเพิ่มเติมไม่ได้ หรือในทางตรงข้ามเป็นน้ำเกลี้ยงแก้วจนทำอะไรไม่เป็นเลยอย่างแน่นอน
2. ทำงานเป็นทีมได้ (50%)
          เพราะการทำงานในองค์กรนั้นต้องอาศัยความร่วมมือและความสามารถของบุคลากรหลาย ๆ ฝ่าย การทำงานเป็นทีมได้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนทำงานทุกคน
3. มีไฟในการเรียนรู้ (45%)
          อีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจของเด็กจบใหม่คือพลังงานที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่นตั้งใจ และความขวนขวายใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ เพราะโลกในยุคปัจจุบัน การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทกับชีวิตของคนเราตลอดเวลา ผู้ที่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้กับสิ่งต่าง ๆ เท่านั้นที่จะก้าวทันโลก และพัฒนาก้าวหน้าได้อย่างมีศักยภาพ
4. สื่อสาร-ประสานงานได้ (62%)
          ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการสื่อสารนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในโลกของการทำงาน การสื่อสารเป็นตัวเชื่อมโยงทุกหน่วยงานและทุกคนให้มีความเข้าใจและก้าวไปในทิศทางเดียวกัน ทักษะด้านการสื่อสารและการประสานงานจึงเป็นคุณสมบัติที่คนทำงานส่วนใหญ่ควรมี
5. ข้อได้เปรียบด้านภาษา (62%)
          คนที่มีความสามารถในภาษาที่ 2 อย่างภาษาอังกฤษ ซึ่งใช้สื่อสารเป็นภาษากลางไปทั่วโลก หรือเหนือชั้นไปอีกด้วยภาษาที่ 3 เช่น ภาษาจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ ย่อมเป็นบุคคลที่องค์กรต่าง ๆ ต้องการตัวมากที่สุด ยิ่งในปัจจุบันที่การติดต่อสื่อสารไร้พรมแดน การทำธุรกิจต่าง ๆ ต้องสื่อสารกับต่างประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ องค์กรก็ยิ่งต้องการคนมีความสามารถด้านภาษามาช่วยงาน เป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม โดดเด่นกว่าผู้สมัครงานคนอื่น ๆ อย่างแน่นอน
6. ทักษะ-ความเชี่ยวชาญเฉพาะ (54%)
          เปรียบเหมือน keyword สำคัญที่สายอาชีพนั้น ๆ จำเป็นต้องมี เช่น ความรู้ด้านการใช้โปรแกรมออกแบบกราฟิคดีไซน์ ความเชี่ยวชาญด้านระบบ IT การจัดทำบัญชี ฯลฯ
7. พร้อมเริ่มงานได้ทันที
          คำถามที่ผู้สัมภาษณ์งานร้อยละร้อยต้องถามผู้สมัครงานที่เป็นเด็กจบใหม่ก็คือ พร้อมเริ่มงานทันทีได้หรือไม่ ได้ยินคำถามแบบนี้ก็มั่นใจได้ร้อยละ 90 ว่าเป็นสัญญาณที่ดีตอบรับเราให้เข้าทำงานนั่นเอง ทางที่ดีก็ควรตอบว่าพร้อมเริ่มงานทันที ระบุไปว่าสัปดาห์หน้า หรือเดือนหน้า แสดงให้เห็นถึงความพร้อมอย่างที่สุด เพราะถ้าไม่พร้อม นั่นอาจหมายถึงตำแหน่งงานอาจหลุดลอยไปตกเป็นของผู้สมัครงานที่พร้อมเริ่มงานได้ทันทีมากกว่าเรา
          รู้ความต้องการของฝ่ายสัมภาษณ์งานกันแล้ว ที่เหลือก็คือต้องเตรียมตัวทำการบ้านให้ดี เตรียมแนวคำตอบที่สามารถสื่อสารคุณสมบัติข้างต้นออกไปในช่วงเวลาของการพูดคุยสัมภาษณ์งานให้ได้มากที่สุด เสริมด้วยเทคนิคอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ควรนำไปใช้ในการสัมภาษณ์ เพื่อให้การสัมภาษณ์งานครั้งนี้ดูดีเป็นมืออาชีพแบบสุด ๆ
1. ความประทับใจแรก
          การแต่งกายและบุคลิกภาพเป็นสิ่งแรกที่ผู้สัมภาษณ์จะสัมผัสได้จากตัวเรา เด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่มักมีความมั่นใจและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง การเป็นตัวของตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องคุมโทนให้อยู่ในขอบเขตของกาลเทศะที่เหมาะสม ความสุภาพและอ่อนน้อมก็เป็นอีกสิ่งที่ต้องรักษาไว้ไปตลอดการสัมภาษณ์ แม้ผู้สัมภาษณ์งานจะแสดงความเป็นกันเองกับเรา แต่ก็อย่าเผลอสนุกสนานเป็นกันเองจนเหมือนพูดเล่นอยู่กับเพื่อนฝูง มีอารมณ์ขันได้ แต่ต้องอยู่ในระดับที่พอดีและปล่อยในจังหวะที่เหมาะสม จำไว้ว่าผู้สัมภาษณ์กำลังเก็บทุกรายละเอียด และจับตาดูพฤติกรรมของเราอยู่ เพื่อนำไปประเมินประกอบการตัดสินใจนั่นเอง
2. ตอบคำถามตามความเป็นจริง ไม่อวย ไม่อวด
          ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาตามสิ่งที่เราคิด แต่ต้องคิดอย่างกลั่นกรองแล้ว ค่อยสื่อสารออกมาอย่างเป็นกลาง มีความสมเหตุสมผลอยู่เสมอ  การพูดตามสิ่งที่คิดจะทำให้เราพูดจาฉะฉานโดยอัตโนมัติ และอธิบายเหตุผลสนับสนุนความคิดนั้นได้อย่างคล่องแคล่ว และต้องระวังอย่างตอบเอาใจผู้ฟังมากเกินไป เผื่อโดนถามลงลึกแล้วยิ่งค้านกับความรู้สึก จะเกิดอาการไปไม่เป็นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากไม่อวยแล้ว ก็ต้องไม่อวดเก่ง มั่นหน้ามั่นใจจนเกินงาม ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยผ่านการทำงานมาก่อน มิเช่นนั้นอาจแพ้ภัยตัวเอง แถมยังส่อแนวโน้มว่าอาจเป็นคนอีโก้จัด จนไม่ยอมรับฟังใครอีกด้วย
3. มีสติ ไม่ประหม่า
          ความตื่นเต้นอาจทำให้ความสามารถในการมีสติลดลง สลัดความกังวลทิ้งไป เพราะมันเป็นตัวการทำให้เราประหม่าและตอบคำถามได้ไม่ดีเท่าที่ควร ไม่กดดันตัวเองระหว่างการสัมภาษณ์ แม้บรรยากาศจะมาคุ ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ คำถามไหนตอบได้ไม่ดี ให้ปล่อยผ่าน ค่อยตั้งสติรับมือกับคำถามต่อไปจะดีกว่า นอกจากนี้ พึงระวังเรื่องการตอบไม่ตรงคำถาม และการพูดออกนอกประเด็นด้วย ใช้ทุกนาทีในการสัมภาษณ์ให้มีค่า และพยายามสื่อสารข้อความและข้อมูลที่เตรียมตัวไว้ รวมไปถึงสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการคำตอบให้ได้มากที่สุด       
4. เรียกเงินเดือนให้เหมาะสม
          ทางที่ดีไปทำการบ้านมาก่อน ถามผู้มีประสบการณ์ที่ทำงานในสายงานเดียวกับที่เราสมัคร และให้คิดบนพื้นฐานของความสามารถ (แบบไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป) ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องเงินเดือนก็ควรยืดหยุ่นไว้บ้าง ได้ตัวเลขน้อยกว่าที่คาดก็ให้คิดเสียว่า เราทำได้งานที่อยากทำและตรงตามความสามารถ ก็น่าจะคุ้มค่าพอให้เราลองเข้าไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์

 

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่



กระทู้แนะนำ