ตั้งกระทู้ใหม่

ข้อมูล อาชีพจิตแพทย์


ลบ แก้ไข

จิตแพทย์

1. สภาพแวดล้อมในการทำงาน
สถานที่ทำงาน/สภาพการทำงาน 

1. ถ้าทำงานอยู่ที่โรงเรียนแพทย์ จะต้องสอนนักศึกษาแพทย์ด้วย เรียกว่าเป็นโรงพยาบาล Super Tertiary Care คือเหนือกว่าตติยภูมิขึ้นไปอีกเพราะว่าจะเทรนนักศึกษาแพทย์ได้ ถ้าเราอยู่โรงพยาบาลแพทย์ต้องมีสอนนักศึกษา แต่นักศึกษาที่มี เราจะไม่ได้วนแบบทุกวัน ทุกเดือน เราจะตามการวนคือ ถ้าเดือนไหนน้องขึ้นก็อาจจะยุ่งหน่อย เราก็จะต้องจัดสรรเวลา แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามเราก็จะต้องไม่เบียดเบียนเวลาการตรวจโอพีดี

ส่วนงานด้านการบริการก็จะเป็นตรวจผู้ป่วยนอก หรือที่เรียกว่า OPD (Out Patient Department) ประมาณ 6 ชม. สองครั้งต่ออาทิตย์หรือ 12 ชม.ต่ออาทิตย์ (แต่ว่าแต่ละโรงพยาบาลก็จะแตกต่างกันไป แล้วแต่ปริมาณคนไข้) โรงพยาบาลที่มีคนไข้ค่อนข้างเยอะก็อาจต้องมีระยะเวลาการตรวจโอพีดีมากกว่านั้น 

แล้วก็จะต้องไปดูคนไข้ใน ซึ่งเคสตามวอร์ดต่างๆ (สูติ ศัลย med เด็ก และออโถ) ที่มีภาวะจิตเวชเกิดขึ้นในโรงพยาบาล เช่น คนไข้ที่นอนโรงพยาบาลมานาน เป็นซึมเศร้าหรือเปล่า เพราะดูไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับการรักษา ซึม ไม่ค่อยกินข้าว หรือคนไข้บ่นว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ คนไข้ที่นอนอยู่แล้วมีภาวะสับสน กระวนกระวาย จะปีนลุกออกจากเตียง  เขาก็จะปรึกษาจิตแพทย์ให้ไปช่วยดู

ส่วนจำนวนระยะเวลาที่ดูคนไข้ในนี้บอกไม่ได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนคนไข้ในที่มี ถ้ามีบางทีก็อาจจะราวด์ทุกวันเวลาที่ว่าง นอกเหนือจากการออกโอพีดี

งานอีกส่วนของการอยู่โรงเรียนแพทย์ก็คืองานวิจัย เราต้องมีการทำกิจกรรมทางวิชาการคือวิจัย ต้องแบ่งเวลาให้ดี บางท่านอาจจะแบ่งเป็น 5 วัน ตรวจโอพีดี 2 วัน อีก 2 วันเผื่อสอน แต่เว้นอีกวันไว้ทำกิจกรรมทางวิชาการ เกี่ยวกับงานวิจัยและการหาข้อมูลทางการวิจัย  อีกจุดนึงที่คิดว่าไม่ว่าแพทย์โรงพยาบาลไหนก็ต้องทำคือภาคการบริหาร หรือว่านอกภาค ไม่ว่าจะเป็นการประเมินคุณภาพ การจัดการเรียนการสอนด้านการศึกษา เรื่องทรัพยากร

และโรงเรียนแพทย์ก็จะมีหมอเวรเพื่อรับปรึกษาเหมือนกัน โดยจะเป็นเวรนอกเวลาราชการ  ที่เวลามีปัญหาจะให้หมอเวร (ฝ่ายอื่น) หรือใครก็ตามที่มีหน้าที่ดูแลสามารถโทรไปปรึกษาได้ตลอด

2. จิตแพทย์ในโรงพยาบาลทั่วไป ลักษณะจะคล้ายกันคือต้องมีโอพีดี แต่โอพีดีอาจจะเยอะหน่อยและมีการตรวจคนไข้ใน ซึ่งโรงพยาบาลทั่วไปต้องยอมรับว่าวอร์ดจิตเวชยังไม่น่าจะมี เช่น โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอไม่ต้องพูดถึง ถ้าเกิดมีคนไข้ก็คงต้องให้คนไข้นอนในวอร์ดสามัญ ถ้ารุนแรงก็คงต้องส่งไปจิตเวชศูนย์ ไม่แน่ใจว่าน้องๆเคยได้ยินโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา หรือโรงพยาบาลศรีธัญญาไหม อันนี้แหละ คือ โรงพยาบาลที่จะดูผู้ป่วยจิตเวชโดยเฉพาะ แต่เป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่ดูผู้ป่วยในจังหวัดกรุงเทพอย่างเดียว แล้วต่างจังหวัดเวลามีปัญหาเขาก็เปิดจิตเวชศูนย์ เช่น โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ โรงพยาบาลจิตเวชสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลจิตเวชเชียงใหม่ เป็นหัวเมืองไป 

แต่ปัจจุบันเขาจะเปลี่ยนไป เขาจะไม่อยากให้ไปกระจุกอยู่แต่ในโรงพยาบาลเหล่านี้ เขาอยากให้มันกระจายอยู่ในทุกโรงพยาบาล จริงๆแล้วต้องมีจิตแพทย์ไปประจำแต่ปัจจุบันจิตแพทย์ยังค่อนข้างขาดแคลนมาก 

ส่วนการทำงานวิจัยในโรงพยาบาลทั่วไปถ้าอยากจะทำก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่ภาระงานเขาจะค่อนข้างมาก และมีงานบริหารที่มีผลเกี่ยวข้อง และอาจมีเวรรับปรึกษา 

แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลที่มีวอร์ด แพทย์ต้องนอนเฝ้าวอร์ด เพราะถ้ามีปัญหาฉุกเฉินอะไรนอกเวลาจะได้มีแพทย์จัดการ ถึงเป็นแบบนี้ถ้ามีเคสเร่งด่วนฉุกเฉิน แพทย์ที่อยู่เวรจะต้องมาดู แต่ในบางเคสที่ไม่ฉุกเฉินมาก เราสามารถให้คำปรึกษาได้ เราสามารถดูอาการก่อนแล้ววันรุ่งขึ้นอาจจะมาดูอีกที ภาวะทางจิตเวช ฉุกเฉินมากๆ อาจจะไม่ได้ชัดเจน เหมือนศัล med และเด็ก จะเป็นการทำร้ายตัวเอง กระวนกระวาย สับสน ถ้าเกิดมีความจำเป็นเร่งด่วนเราก็ต้องมาดูด้วยตัวเอง 

3. อีกแบบนึงก็คืออยู่โรงพยาบาลจิตเวชที่เป็นศูนย์ เช่นโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่น โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ งานหลักคืองานบริการเลย ออกโอพีดีเป็นหลัก ดูแลคนไข้เพราะโรงพยาบาลอย่างนั้นผู้ป่วยในเยอะมาก กระจายอยู่เป็นสิบตึกเลยครับ เขาก็เดินราวดูคนไข้ในตึกค่อนข้างเยอะ

อันที่แตกต่างออกมาค่อนข้างมากที่สุดเลยคือถ้าอยู่เอกชน เอกชนจิตแพทย์ก็มีครับ เน้นหลักเลยเท่าที่ผมทราบคือบริการเยอะ ออกโอพีดีหลายรอบหน่อย ผู้ป่วยในก็มี โรงพยาบาลเอกชนเป็นโรงพยาบาลจิตเวชโดยเฉพาะเลยก็มีเหมือนกัน ตอนนี้ในกรุงเทพมหานครน่าจะมีอยู่ที่เดียวคือโรงพยาบาลมนารมย์ แต่ว่าโรงพยาบาลเอกชนอื่นๆดูได้ไหม ดูได้ แต่ถ้าเป็นกรณีหนักๆ ก็ไม่น่าจะได้ เราก็ต้องส่งต่อโรงพยาบาลที่ดูจิตเวชโดยเฉพาะ

สรุปคือ งานวิจัยทั้งสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนเราสามารถทำได้ งานบริหารก็มีเหมือนกัน จุดที่แตกต่างคืองานสอน สถานพยาบาลเอกชนเราอาจจะไม่ต้องสอนนักศึกษาแพทย์ ส่วนถ้าถามว่าทำงานเป็นจิตแพทย์อยู่ในสถานะอื่น สามารถไปทำเอกชนได้ ถ้าสามารถจัดการเวลาว่างก็เป็นทางเลือกส่วนนึงได้เหมือนกัน

ประเภทของลูกค้า

โรคทางจิตเวชเป็นโรคที่กว้างมาก ถ้าแบ่งตามเกณฑ์การวินิจฉัยที่เป็นพื้นฐานของทางจิตเวชเลยก็จะแบ่งได้หลายหมวดหมู่สุดๆ เอาเข้าจริงๆเราก็ไม่ได้เจอทุกหมวดหมู่ แต่โรคที่จะได้เจอแน่ๆ ที่คนไทยรู้จักคือโรคจิตเภท คือมีความผิดปกติของการรับรู้ เช่นหูแว่ว เห็นภาพหลอน หวาดระแวง และไม่ได้อยู่ในโรคของความเป็นจริง เขาคิดไปเองของเขาว่าคนข้างบ้านเขาจะมาฆ่าเขา ทั้งๆที่มันไม่ได้มีมูลของความเป็นจริงเลย คนข้างบ้านเอากล้องวงจรปิดมาติดที่บ้านเพื่อสอดส่องดูการกระทำของเขาเมื่อเขาเชื่อแบบนั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นคือเขาอาจไปทำร้ายคนที่เขารู้สึกระแวง มันอาจจะเป็นปัญหาตรงนี้ได้ และบางทีเขาจะก้าวร้าว ควบคุมตนเองไม่อยู่ เหล่านี้ก็พบบ่อย เขาเรียกว่าโรคทางจิตเภท เป็นความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง โรคนี้อัตราส่วนที่เกิดขึ้นค่อนข้างจะเยอะ และเป็นโรคที่เกิดในคนทั่วไปได้เยอะมาก บางคนไม่ได้มาพบแพทย์

อีกโรคที่จะได้เจอบ่อย ๆ คือโรคซึมเศร้า เป็นความผิดปกติของอารมณ์ที่เบื่อหน่าย ท้อแท้ เป็นอยู่ตลอดทั้งวัน ทุกวัน ไม่ได้หมายความว่าแค่ทำข้อสอบไม่ได้ กำลังจะสอบ หรือกำลังจะเปิดเทอมแล้วเบื่อ ไม่อยากไปเรียน แต่มันหมายถึงว่าเป็นแล้วมันเป็นติดต่อกันตลอดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ จนทำให้ข้าวปลาอาหารไม่ยอมกิน นอนไม่หลับ ว่างเมื่อไหร่ก็กังวลเรื่องที่คิดอยู่ตลอด มันแย่ตรงที่ มันทำให้คนๆนั้นลดประสิทธิภาพไปเลย ทำงานไม่ได้ เป็น Disability ไปทันที ส่งผลต่อครอบครัวเขา ขาดรายได้ ต่อประเทศชาติ ไม่มีกลจักรในการทำงาน

เขามีวิจัยของ WHO ว่าโรคใดส่งผลต่อความเสียหายในแง่มุมของการใช้ชีวิตที่สุด โรคแรกน่าจะเป็นเกี่ยวกับโรคหัวใจ โรงมะเร็ง โรคที่สองนี่แหละโรคซึมเศร้ากำลังก้าวเข้ามา ส่วนอีกโรคนึงในทางจิตเวชที่ก้าวขึ้นมาคือโรคเกี่ยวกับสารเสพติดที่ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองในงบประมาณมาก ทำให้เกิด Disability ของประชากรได้ค่อนข้างมาก

ยังมีลงไปอีกคือจิตเวชสารเสพติด ยาบ้า กัญชา และตัวที่พบบ่อยและเป็นปัญหาที่สุด เหล้าที่ สสส. กำลังรณรงค์อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเมาแล้วขับหรืออะไรก็แล้วแต่ จากที่ สสส. ประเมินให้เห็น ผลกระทบของการติดเหล้าจะเป็นในแง่ของพฤติกรรม แต่ความจริงแล้วเหล้าส่งผลต่อเนื่องถึงสุขภาพ และในระยะยาวต่อสภาวะทางจิตด้วย อาจทำให้เป็นโรคจิตเรื้อรัง หรือสมองเสื่อมในบั้นปลายชีวิตได้เหมือนกัน และที่สำคัญเวลาขาดเหล้าแล้วมันทำให้เกิดภาวะสับสนเฉียบพลันได้ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อตัวคนไข้เอง ภาวะโรคที่ติดเหล้าก็จะมาคู่กับภาวะทางอารมณ์เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นความยากในการรักษา

อีกปัญหาของเด็กและวัยรุ่นที่มักจะพบได้คือโรคสมาธิสั้น ออทิสติก หรือโรคอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่เหล่านี้ก็จะพบได้เช่นกันในจิตเวชเด็กและวัยรุ่น

อีกโรคนึงก็คือความวิตกกังวล คิดถึงแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีแต่แง่ร้าย กังวลไปทุกอย่างจนทำให้ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต หรือในการทำงาน หรือมากจนกระทั่งหลีกเลี่ยง กังวลว่าเดินทางโดยรถแล้วรถจะคว่ำหรือเปล่า จึงเลี่ยงโดยการไม่เดินทางโดยรถ หรือไม่กล้าเดินทางไปต่างประเทศเพราะกลัวเครื่องบินตก เลือกที่จะเดินทางทางเรือแทนซึ่งมันใช้เวลาเยอะ โดยที่มันไม่ได้มีความจำเป็นขนาดนั้น มันจะก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานใจของเขา 

แล้วก็เรื่องภาวะของการทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย อันนี้ก็เป็นคนไข้ที่เราได้เจอบ่อยๆเหมือนกัน

อีกอันนึงที่กำลังมาแรงคือเรื่องของผู้ป่วยสูงอายุ เช่นโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ค่อนข้างเป็นอะไรที่มีผลต่อชีวิตต่อชีวิตคนรอบข้างและผู้ดูแล และเป็นคนพามาหา คนไข้ที่เป็นอัลไซเมอร์จะไม่มาด้วยตัวเอง ผู้ดูแลก็จะเห็นว่าไม่ไหวแล้ว แล้วพอหนักมากๆจะมีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน และมีอาการทางประสาทได้ เพราะฉนั้นญาติเขาจะรีบพามา  อันนี้จะเป็นในแง่ของจิตเวชทั่วไป

อาชีพนี้ต้องทำงานร่วมกับอาชีพ/ตำแหน่งงานใดบ้าง

การทำงานของจิตเวชเราจะไม่ได้ทำงานด้วยจิตแพทย์คนเดียว เราต้องทำกับทีมที่เรียกว่า ทีมสหสาขา คือ จิตแพทย์ พยาบาลจิตเวช นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา เราต้องทำด้วยกันเพราะว่ามันเป็นแบบบูรณาการ จิตแพทย์ดูแลอย่างเดียวก็ดูแลได้แค่เรื่องของ Biopsycosocial ได้บ้างเช่นการทำจิตบำบัด แต่ในเรื่องของการอำนวยความสะดวก ติดต่อญาติ หาที่อยู่ให้กับคนที่ไม่มีที่พึ่ง หรือจะเป็นด้านกฎหมาย เราจะยังทำได้ค่อนข้างน้อยด้วยข้อจำกัด ถ้าเป็นโรงพยาบาลใหญ่ๆ เช่น โรงพยาบาลศิริราช รามาธิปดี จุฬาลงกรณ์ หรือ พระมงกุฎเกล้า ทีมสหวิชาชีพจะมีอยู่แล้ว หรือถ้าเป็นจิตเวชโดยเฉพาะก็จะมีอยู่แล้ว

2. คุณลักษณะของงาน

เป้าหมายของงาน/โจทย์ใหญ่ของงาน/ความท้าทายของงาน 

สิ่งสำคัญเลยคือ หลายๆคนบอกว่าไม่อยากเป็นจิตแพทย์เพราะมันปวดหัว เพราะคนไข้ที่เข้ามาคุยหลายๆคน คุยไม่รู้เรื่อง หรือใช้เวลานานในการคุย เขาไม่สามารถอดทนอดกลั้นขนาดนั้น ซึ่งต่างจากโรคอื่นๆ เช่น ไส้ติ่ง เบาหวาน ความดัน ไม่ยากมากในการวินิจฉัย เจาะเลือดปุ้บ น้ำตาลสูงเกิน 126 เรารู้แล้วว่าเป็นเบาหวาน ไส้ติ่ง เป็นไข้ เจาะเลือดเจอเม็ดเลือดขาวขึ้น กดเจ็บท้องน้อยด้านขวาล่าง เรารู้แล้วว่าเป็นไส้ติ่ง หรือส่งที่ซีทีช่องท้อง ไส้ติ่งบวม ก็จะรู้เลย จิตเวชไม่สามารถบอกได้ ไม่มีการเจาะเลือดอะไร ไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการอะไร  ทำอิมเมจจิ้งอะไรที่มันจะบ่งบอกว่าแบบนี้คุณเป็นจิตเภทนะ คุณเป็นซึมเศร้านะ ไม่มีเลย

เราจะบอกคนไข้ว่าเป็นอะไรได้โดยใช้เกณฑ์การวินิจฉัยและประสบการณ์ของแพทย์ล้วนๆ ในการวินิจฉัยว่าคนไข้คนนี้น่าจะเป็นโรคในกลุ่มใด เพราะฉะนั้นเราต้องตีความจากอาการที่คนไข้แสดงออกก่อน เช่น คนไข้เข้ามาหาเรา เราต้องมองเขา ทั้งสิ่งที่เขาแสดงออกกับเราโดยไม่ใช้คำพูด (Non-Verbal Communication) การแต่งตัว รูปร่างหน้าตา กลิ่น ลักษณะเวลาพูดเรื่องใดแล้วเขาร้องไห้ หรือเขามีความคิดอะไร เนื้อหาคำพูด เวลาพูดเขามีความระเเวงไหม ความระแวงถึงขั้นหลงผิดหรือเปล่า   ส่วนการเจาะเลือดหรือสิ่งต่างๆ จำเป็นต้องทำเป็นบางรายเพื่อวินิจฉัยแยกจากโรคทางกายว่าไม่ได้เป็นไทรอยหรือโรคทางสมองที่ทำให้เกิดโรคทางจิต ถ้าเกิดปกติเราก็ต้องรักษาอาการทางจิตแบบล้วนๆ ซึ่งอันนี้แหละครับคือความท้าทายของจิตแพทย์ที่เราไม่สามารถมีเครื่องมืออะไรมายืนยันได้ชัดเจน ความจริงเราพยายามทำนะครับ เช่น Psyco-test เป็นแบบทดสอบทางจิต ให้วาดรูป อ่านตัวอักษร ฯลฯ หมอว่าน้องๆ เวลาจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ต้องมีการตรวจสอบที่จะเอาเหมือนรูปหยดหมึกว่าแล้วดูว่าเหมือนรูปอะไร แต่มันสกรีนได้แค่เบื่องต้น มันไม่สามารถบอกได้ว่าคนที่ผิดปกติเป็นแบบนี้ ต้องเป็นโรคใดโรคหนึ่งแน่นอน จะเป็นส่วนที่สนับสนุนเราในการดูว่าคนไข้เป็นหรือไม่เป็น หลักเราไม่ได้ต้องการที่จะไป Label คนไข้นะ ที่จะวินิจฉัยว่าเขาป่วยเป็นโรคนี้ โรคนั้น แต่ที่ต้องวินิจฉัยจะได้รู้ว่าคนไข้น่าจะมีความผิดปกติในกลุ่มไหน เราจะได้ให้ยาเพื่อลดความผิดปกติของเขาได้อย่างถูกประเด็นมากขึ้น เช่นถ้ามีการผิดปกติทางจิตเราจะได้ให้ยาที่ลดอาการทางจิต ทางอารมณ์ก็ให้ยาปรับอารมณ์

Work process

อันดับแรกสุดเลยคนไข้ที่เข้ามาหาจิตแพทย์จะมีสองช่องทาง ทางแรกคือเขาเข้ามาเอง อีกทางนึงคือมีคนนำส่ง เข้ามาเองคงไม่มีปัญหา  แสดงว่าคนไข้ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรืออยากที่จะหายจากความทุกข์ของเขาแล้วหล่ะ เราก็รักษาด้วยการพูดคุยก่อน การพูดคุยครั้งแรกอาจใช้เวลามากหน่อยในการที่จะทำความรู้จักคนไข้ เรียนรู้สิ่งที่เป็นปัญหาของเขา แต่ไม่ใช่รู้แล้วก็จบกัน เรายังต้องทำความเข้าใจเขาไปในทุกๆครั้งที่เขามาพบ

โรคจิตเวชเป็นโรคที่ต้องรักษากันในระยะยาว ไม่เหมือนไข้หวัดที่มาพบครั้งเดียว ไม่หายค่อยกลับมาใหม่ โรคทางจิตเวชเกือบทุกโรคเราต้องมีการนัด Follow-up ดูว่า หลังจากที่ให้ยาไปเป็นอย่างไร อย่างน้อยๆอาทิตย์นึงเราก็จะรู้แล้วว่าผลมันเป็นดีหรือไม่ดี  ถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับอารมณ์หรือวิตกกังวล อย่างน้อยสองอาทิตย์ ช่วงแรกอาจจะนัดสองอาทิตย์ครั้ง หลังจากนั้นก็เดือนละครั้ง นานกว่านั้นถ้าอาการดีก็เป็นสามเดือนครั้ง จิตเวชเป็นโรคที่จะสะสมคนไข้ไปเรื่อยๆ เพราะบางคนเขาก็ดูแลกับเราตลอดชีวิต ผมมีอาจารย์แพทย์บางท่าน ดูคนไข้ตั้งแต่อายุ 20 กว่า คนไข้ 60 กว่าแล้วก็ยังมาเจออาจารย์อยู่เลย อันนี้คืออีกความแตกต่างจากโรคทางกายอื่นๆ ยกเว้นพวกเบาหวาน ความดัน แต่อันนั้นเขาเจอคนไข้ตอนคนไข้อายุมากแล้ว แต่ของผมถ้าเกิดมีความผิดปกติทางอารมณ์เกิดได้ตั้งแต่ในวัยรุ่น เราก็จะดูแลเขาไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะจบไม่ได้นะ ถ้าคนไข้อาการดีติดต่อกันต่อเนื่องเป็นเวลาเป็นปี เราก็อาจจะไม่นัดเขาและบอกว่าถ้ามีปัญหาอะไร คุณก็มาพบอีกทีได้ เป็นในลักษณะนั้นได้เหมือนกัน และในทุกๆครั้งที่เจอ บางทีมันจะมีปัญหาใหม่ๆ เสมอเพราะมันจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคลิกลักษณะ การปรับตัว การใช้ชีวิต เราก็ต้องให้คำแนะนำหรือรับฟังเขา เป็นหลักในทุกๆครั้ง เพราะฉะนั้นมันไม่ได้หมายถึง ครั้งแรก 1 ชม. ครั้งที่ 2 ห้านาทีรับยาได้ บางคนอาจใช้เวลาเยอะในทุกๆครั้งเพราะบางคนความผิดปกติเขาไม่ได้มาจากสารสื่อประสาทชัดเจน แต่เป็นความผิดปกติที่ตัวบุคลิกภาพ Pattern ของการใช้ชีวิตที่เป็นปัญหากับตัวเขามาโดยตลอด เขาเป็นอย่างนั้นมา 20 กว่าปี เราจะไปเปลี่ยนแปลงเขาด้วยเวลา 3-4 เดือนไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นบางทีเราก็ต้องมีการทำจิตบำบัดเพื่อสะท้อนให้เขาเห็นว่า สิ่งต่างๆ หรือตัวตนที่เขาเป็นมันส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างและตัวเขาเองอย่างไร โดยการพูดคุย สะท้อนความรู้สึก สะท้องสิ่งที่เขาทำ สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อจะหา Alternative Pathway ให้เขาในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตัวเขาเองเพราะฉนั้นใช้เวลานานมาก 

อาจารย์ของผมบางคนเคยใช้เวลาทำจิตบำบัดกับคนไข้เป็นเวลา 20 ปี เพื่อที่จะทำให้เขากลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขมากขึ้นและทำให้เขาไม่เป็นโรคซึมเศร้า เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นอะไรที่ยาวนานและบอกไม่ได้เลยว่าคนไข้หนึ่งคนที่เข้ามาหาเราจะมีจุดยุติการรักษาอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นจากที่น้องๆฟังดู จะเห็นได้เลยว่าการเป็นจิตแพทย์ Relationship เป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าการที่จะคงความสำคัญในระยะยาวเราต้องสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อใจ แต่ในแง่มุมเดียวกันมันก็เป็นดาบสองคม การพบกันบ่อยๆ จนบางทีทำให้ล้ำขอบเขตของการเป็นแพทย์ ซึ่งตรงนี้จิตแพทย์ต้องระวังอย่างมากในการรักษาขอบเขตความสัมพันธ์ของหมอกับคนไข้เอาไว้ สำหรับคนไข้ที่ญาติพามาหา จะยากกว่าคนไข้ที่เข้ามาเองในแง่ที่ว่า เราต้องมีขั้นตอนในการสร้างความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในวัยรุ่น วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากที่จะพบจิตแพทย์หรอก และเขาจะมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเขาจะจัดการมันด้วยตัวเอง เขาไม่ได้มองว่าสิ่งนั้น จิตแพทย์จะช่วยเขาได้มากมาย แต่ส่วนใหญ่ที่เข้าใจก็มี ประมาณ 1-2 เดือนแรกเราอาจต้องใช้เวลาในการสร้างความสัมพันธ์กับเขาโดยที่การรักษายังไม่ได้คืบหน้าไปเยอะ พอความสัมพันธ์ได้แล้วมันก็เข้าสู่ขั้นตอนของการรักษาเหมือนกัน เพียงแต่มันต้องมีการนัด Follow-up ติดต่อกันเป็นระยะยาวแบบนี้ อันนี้จะเป็นลักษณะเฉพาะของจิตแพทย์ที่จะแตกต่างไปจากแพทย์ทั่วไป

Career path/ความก้าวหน้าของสายอาชีพ 

จริงๆแล้วเนื้อหาจิตเวชค่อนข้างกว้างครับ ถ้ามีเลือกเรียนจริงๆ ในประเทศไทยที่มีต่อเฉพาะทางตอนนี้น่าจะมีอยู่สาขาเดียวคือจิตเวชเด็กและวัยรุ่น แต่จิตเวชกำลังจะเปิดอีกหลายสาขาเช่น จิตเวชผู้สูงอายุ คือดูเกี่ยวกับเรื่องของสมองเสื่อม เรื่องของภาวะของสติปัญญาเมื่อแก่ตัวลงโดยเฉพาะ จิตเวชที่เกี่ยวกับสารเสพติด และจิตเวชที่ดูแลเกี่ยวกับการรักษาเช่น การทำจิตบำบัด แนวปรับความคิด แนวพุทธ แนวซาเทียร มันจะมีเยอะมาก ก็สามารถเรียนต่อได้ หรือในแง่ที่ถ้าไม่อยากดูตรงนี้ จิตเวชเลือกเรียนได้อีก เช่นการจัดการในองค์กร  Burn out work life balance เขาเรียกว่าเป็น Organization Psychiatry ก็สามารถเลือกเรียนต่อได้ จิตเวชตรงนี้มันจะกว้างขวางมากในการที่เราเลือกเรียนต่อ อยู่ที่เราสนใจสาขาอะไร สาขาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เอาพื้นฐานของทฤษฎีจิตเวชไปใช้ จริงๆแล้วเยอะมากและเป็นอะไรที่คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้จะไม่ค่อยรู้ ยังมีทางให้ไปต่ออีกเยอะเพราะจิตเวชเรายังไม่พัฒนาไปเหมือนต่างประเทศเขา ในตัวองค์ความรู้มันยังพัฒนาได้อีก

อย่างที่เล่าให้ฟังว่าขนาดสาขาที่เรียนต่อมันยังหลากหลายไม่ต้องจำเพาะเจาะจงในด้านของ Biological เลย แน่นอนจิตแพทย์ถ้าขยับไปอีกก็เป็นจิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่นการทำจิตบำบัดโดยเฉพาะ การดูแลคนไข้สารเสพติดโดยเฉพาะ จิตเวชเด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะ อันนี้คือยังอยู่ในสายงาน ถ้าไม่ได้อยู่ในสายงานก็เป็นที่ปรึกษาหรือองค์กรต่างๆ จะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคคล  เพราะจิตแพทย์จะมีความสามารถในการพัฒนาบุคลิกภาพ การปรับตัว รู้และเข้าใจ สามารถรักษาได้ ผมรู้จักรุ่นพี่ท่านนึง ตอนนี้เท่าที่รู้จักน่าจะเป็นท่านเดียว คือพี่แนท วรต ท่านเป็นจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นและท่านก็ทำงานอยู่ในโครงการ To Be Number One ท่านเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับสโมสรฟุตบอล ท่านดูแลเกี่ยวกับสนามฟุตบอล เพื่อสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์ของนักกีฬา ซึ่งอาจารย์วรตจะบอกเสมอว่า Career Path จิตแพทย์มันกว้าง เราจะทำอะไรที่เรารัก ความรู้ทางจิตเวชจะสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้ จะไปทำงานด้านกฏหมาย สิทธิมนุษยชน สังคมสงเคราะห์ก็ได้ถ้าอยากทำ กว้างมาก สามารถไปต่อได้หลายทางมากเพราะสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ได้หมด

บุคลิก นิสัยของคนที่เหมาะจะทำอาชีพนี้ 

ส่วนใหญ่คนทั่วไปจะมองว่าจิตแพทย์ต้องพูดคุยเก่ง ใจเย็น สร้างสัมพันธ์ได้ดี แต่ในความจริงแล้วไม่จำเป็นเลย ไม่ใช่แค่ว่าแพทย์จะเหมาะกับคนไข้ทุกคน ผมจะบอกว่า คนไข้บางประเภทก็เหมาะกับคนไข้บางคนเหมือนกันเช่นคนไข้ที่พูดเก่ง ชอบพูด มีอะไรพูดหูดับตับไหม้ ถ้าไปอยู่กับแพทย์ที่พูดเก่งเหมือนกัน อาจไม่มีใครฟังใคร คุยกันไม่รู้เรื่อง เขาอาจชอบแแพทย์ที่ไม่ค่อยพูดเยอะ แต่รับฟังเป็นส่วนใหญ่ก็ได้ แต่ทักษะพวกนี้ ไม่ว่าน้องจะเป็นคนที่พูดเก่ง ไม่พูด สร้างสัมพันธ์เก่งหรือไม่ก็ตาม เวลาเข้ามาเทรนนิ่งในการเป็นจิตแพทย์ น้องจะรู้เองว่าสถานการณ์ไหนที่ควรพูดไม่ควรพูด สร้างสัมพันธ์ได้หรือไม่ได้ สกิลจะเปลี่ยนไปเอง แต่ไม่ได้เปลี่ยนตัวบุคลิกของเรานะ  ตัวผมเองผมเป็นคนที่พูดเก่งอยู่แล้ว ชอบพูด Entertain ทำกิจกรรม แต่หลายๆคนที่มาเป็นจิตแพทย์ร่วมกัน บางคนเป็นหมอที่เงียบ มีโลกส่วนตัวสูง แต่เขาก็สามารถเป็นจิตแพทย์ที่ดีได้ อย่างที่บอกนี่แหละครับ เขารู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรพูด ไม่ควรพูด จุดตรงนี้จะปรับเราไปโดยเราไม่รู้ตัว  ทำมันอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ม่ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นตัวเอง อาจารย์ผมมักจะย้ำเสมอว่าจิตแพทย์ ให้เป็นในสไตล์ที่เป็นตัวเรา แต่ให้รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรทำอะไร แค่นั้นก็พอแล้ว เพราะฉะนั้น เป็นได้หมด ถ้ารักมัน สำคัญมากคือถ้ารัก

จิตแพทย์ที่ดีต้องฟังเยอะ ฟังแล้วคิด แล้วสะท้อนกลับไปผ่านคำพูดเป็นหลัก แต่ในแง่ของการรักษาคนไข้ นอกจากสิ่งที่ต้องทำข้างต้นแล้วยังมีเรื่องของยา Biological อันนี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน ไม่ใช่แค่พูดอย่างเดียว อันนั้นเป็นสมัยก่อน เพราะแต่ก่อนเรายังไม่รู้ คนไข้กว่าจะหายก็ช้ามาก แต่พอวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า เราก็ได้รู้ว่ามันมีตัวยาที่กินแล้วช่วยปรับอารมณ์ได้เราก็เลยเอายามมาใช้แล้วคนไข้ก็หายดีมากขึ้น

ผลตอบแทน

รายได้ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาลก็น้อยกว่าตอนไปใช้ทุน แพทย์ตอนใช้ทุนเงินเดือนจะค่อนข้างเยอะ แต่พอมาอยู่โรงพยาบาลรัฐ  รายได้เราจะได้เป็นเงินเดือน ของผมเองก็จะได้ประมาณ 31,000 บาท แต่จะบวกกับค่าประกันสังคม ค่าเวร ค่าอื่นๆ  รวมแล้วของผมจะได้ประมาณ 50,000 นิดๆ ต่อเดือน ถ้าเป็นแพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลทั่วไปอาจจะใกล้เคียงกันแต่อาจจะมากกว่าหน่อย 60,000- 70,000 บาท แล้วแต่โรงพยาบาล และแล้วแต่ความหนักของเวร ตรงนี้อาจจะน้อยกว่าคนอื่นเขาเมื่อเทียบกับสาขาอื่น เวลามีเวรบางโรงพยาบาลจะคิด Add-on ให้ เช่นเข้า OR ผ่าตัด มารับปรึกษา อยู่เวร อยู่เคส อาจจะได้รับเงินตรงนี้มากกว่า เอกชนแน่นอนเยอะกว่าค่อนข้างมาก รายได้ต่อเดือน  100,000 บาทขึ้นไปรวมถึงจิตเวชด้วย เท่าที่ผมทราบมา เพราะว่าด้วยตัวงานและการคิดค่ารักษา สมมติมาที่โรงพยาบาลทั่วไป ถ้าผมเซตทำจิตบำบัด ผมไม่ได้เงิน แต่ทำเพื่อช่วยเขาอย่างเดียว เพราะคนไข้อยู่ในสิทธิ 30 บาท เราไม่มีสิทธิไป Add-on  ยกเว้นเสียแต่เป็นคลีนิคพิเศษนอกเวลา หรือคลีนิคพรีเมี่ยมที่คนไข้สามารถให้คิด Doctor fee หรือค่าแพทย์ได้ แต่เอกชนเขาสามารถคิดค่าแพทย์ได้อยู่แล้ว เราสามารถคิดค่าจิตบำบัตได้เหมือนกันเวลาเราทำหัตการให้คนไข้ได้ เหมือนกับว่าเราผ่าตัดให้คนไข้ กึ่งๆแบบนั้นได้เลย ในต่างประเทศ ค่าทำจิตบำบัดแพงมาก หลายสิบหลายร้อยดอลลาร์ต่อการพูดคุยหนึ่งครั้ง เขาคิดเป็นชั่วโมงเพราะจิตบำบัดเราจะต้องเซตชั่วโมง ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นการคุยที่ไม่สิ้นสุด อย่างน้อย 1 คนเราก็เซตชั่วโมงเราจะทำประมาณนั้น ค่าตอบแทนจะขึ้นอยู่กับที่ทำงาน ส่วนตัวผมเอง ถึงที่ผมทำอยู่จะไม่ได้เงินเดือนสูง

แต่สิ่งที่ได้มากกว่าคือความสุขทางใจ ที่บอกคือรู้สึกถึงความมีคุณค่าในการเป็นอาจารย์ของหมอการที่เราได้ดูคนไข้ ได้พัฒนาสถาบันที่เราโตมา ซึ่งตรงนี้มันมีค่ามากกว่า  แล้วมันก็ไม่ได้เดือดร้อนทางการเงินมาก  ที่มีอยู่ก็พอมีพอกิน ให้ครอบครัวได้ก็โอเค

สิ่งที่ต้องสูญเสีย

สิ่งที่เสียไปหลายๆคนจะมองในเรื่องของเวลา เพราะว่าแพทย์ทำงานแบบมีเวลาจำกัดก็จริง แต่มันก็เหมือนไม่จำกัดเพราะยังไงเขาก็มีเวรต้องอยู่ เสาร์-อาทิตย์บางทีก็ไม่มีวันหยุด ถ้าอยู่เวรโดนตาม ตี 3 ก็ต้องมา แพทย์สาขาอื่นจะหนักกว่าของจิตแพทย์อย่างชัดเจน แต่ถ้าถามว่าพอแบ่งเวลามันทำได้ไหม ผมว่าเราสามารถแบ่งเวลาได้ เพื่อให้กับครอบครัว กับสังคม กับเพื่อน อันนี้ในแง่ของจิตแพทย์นะครับ ผมมองว่ามันยังมีเวลาอยู่ แต่สาขาอื่นผมไม่แน่ใจ ถ้าในแง่อื่นผมว่าไม่มีอะไรที่เสียไป เพราะมันทำแล้วมีความสุข สนุก ถึงแม้บางทีจะเลิก 2-3 ทุ่ม วันหยุดไม่ได้อยู่กับคุณพ่อ ต้องมาทำกิจกรรมกับน้องที่นี่ ต้องไปสัมมนาต่างจังหวัด แต่มันก็มีความสุข เพราะฉนั้นผมไม่ถือว่าเสียเวลา

คุณค่าของอาชีพนี้ต่อคนรอบข้างและสังคม 

คนที่มาเป็นแพทย์ได้รับการยกย้องอยู่แล้วว่าเป็นคนที่เสียสละในสังคม เพราะฉะนั้นคุณค่าทางด้านจิตใจที่คนอื่นมองมาแบบนี้ ทุกคนคงมีเหมือนกัน แต่การที่เป็นอาจารย์แพทย์ด้วย ก็อาจจะรู้สึกว่าสิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือการที่ได้สอนคุณหมอในอนาคต สิ่งนี้มันทำให้รู้สึกว่าถ้าเราสอนเขาไปในทางที่ดี ให้ความรู้เขาไปในทางที่ถูกต้อง เขาจะเป็นคุณหมอที่ดีใจอนาคต เราดีใจที่เราเป็นเฟืองเล็กๆตัวนึงที่สามารถพัฒนาให้ก้าวขึ้นไปเป็นกลจักรสังคม เป็นแพทย์ของไทยได้ ตรงนั้นเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และทำให้เรารู้สึกดีนอกเหนือจากความเป็นแพทย์ที่ดูแลคนไข้ธรรมดา

4.ทักษะ ความรู้ ความสามารถ

การเป็นจิตแพทย์ค่อนข้างมีอิสระ ส่วนใหญ่ถ้านอกหลักสูตร อยากเรียนหรือไม่เรียนอะไรก็ได้ แต่ในหลักสูตรเวลาเทรน สิ่งที่ต้องฝึกก็คือเทคนิคในการพูดคุยกับคนไข้ (Technique of Interview) จิตเวชเป็นสาขาเดียวที่เวลาไปเทรนนิ่งเป็นแพทย์ประจำบ้าง ตอนที่เป็นแพทย์เฉพาะทาง จะต้องไปเข้าค่ายรวมกันเพื่อสอนการพูดคุยกับคนไข้ ว่าเราควรพูดคุยกับคนไข้อย่างไร ถ้าเรามีเวลา 30 นาที คุณจะจัดการเวลา พูดกับคนไข้อย่างไร ให้ได้ข้อมูลครบถ้วนต่อการวินิจฉัยและช่วยเขาได้ ฝึกสกิลในการสะท้อนอารมณ์ การตั้งคำถาม การสังเกตพฤติกรรม ทั้ง Non-Verbal และ  Verbal ของคนไข้ และจิตเวชก็เป็นสาขาเดียวที่ตอนเป็นแพทย์เฉพาะทาง มีอาจารย์ Supervision เช่น สมมติดูแลคนไข้เสร็จแล้ว ถึงเวลาต้องไป Supervision กับอาจารย์ว่าวันนี้เจอเคสผู้ป่วยชายไทย อายุเท่านี้ มาด้วยอาการแบบนี้ แล้วปรึกษากับอาจารย์ว่าสิ่งที่ทำเป็นอย่างไรบ้าง คนไข้คนนี้น่าจะมีลักษณะยังไง มีการตรวจเชค และสะท้อนตลอด เนื่องด้วยอย่างที่บอกว่าโรคทางจิตเวชไม่ได้มีอะไรวินิจฉัย เพราะฉะนั้นถ้าเราไปฝึกเทรนใหม่ วินิจฉัยไปเองโดยไม่ปรึกษาคนอื่นมันมีโอกาสที่จะผิดพลาดสูง ถึงแม้จะมี Guideline อยู่แล้วว่าแบบนี้เป็นแบบนี้ โรคนี้จะมีลักษณะแบบนี้ แต่ในช่วงแรกของการฝึก เราจะต้องมี Supervision อยู่ตลอด 3 ปีแต่ เปลี่ยนอาจารย์ไปเรื่อยๆ เพื่อดูลักษณะของอาจารย์แต่ละท่าน

อีกอย่างที่ต้องมีคือเทคนิคการทำจิตบำบัด ในตอนเทรนนิ่งเราจะมีการฝึกอยู่แล้วทั้ง 3 ปี เช่นจิตบำบัดแนวพุทธ แนวเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม แนวซาเทียร์ มันเป็นอะไรที่เหมือน Workshop ต้องทำถึงจะได้ เหมือนหมอศัลยกรรม ต้องผ่าบ่อยๆถึงจะชำนาญ จิตแพทย์ก็เหมือนกัน จิตบำบัดก็ต้องฝึกบ่อยๆ ทำบ่อยๆ ล้มเหลวบ้าง สำเร็จบ้างเพื่อเรียนรู้ว่ามันเป็นอย่างไร   ทักษะอื่นๆจะไม่ใช่ทักษะที่เห็นเป็นรูปธรรมมากนัก  แต่จะเป็นในเชิงติดต่อสื่อสาร พูดคุยกับคนไข้เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าอยากที่จะเรียนเสริมนอกหลักสูตรก็คงจะเรียนในเรื่องของการพัฒนาบุคลิกภาพ  ทักษะในการสื่อสารพูดคุย ตรงนี้จะช่วยได้ แต่ว่าคงไม่แตกต่างมาก เพราะถึงเวลาเทรนมันก็ต้องมีการเรียนรู้ในจุดนี้อยู่แล้ว แต่การเทรนตรงนั้นอาจให้ประสบการณ์กับผู้เรียนมากขึ้น

เนื่องจากผู้ป่วยที่เรารับมือด้วยมีปัญหาทางด้านจิตเวชเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าบางทีที่เรารับมือกับคนทำงานด้วยกันไม่ว่าจะเป็นทีมพยาบาลหรือทีมแพทย์ เขาอาจจะยังไม่มีความเข้าใจในโลกทางจิตเวชเท่าที่ควร จิตเวชเหมือนสาขามืดสำหรับสาขาอื่น ถ้าเขาไม่ได้เรียนลึกเขาจะรู้องค์ความรู้นี้น้อยมาก เพราะฉะนั้นทักษะที่เราจะใช้สื่อสารกับคนรอบข้างได้ คือทักษะในการให้ความรู้ ข้อมูล และการสื่อสาร ว่าคนไข้ที่จะไปดูนี้เป็นอย่างไร เราจะทำอย่างไรให้แพทย์และพยาบาลเจ้าของคนไข้มีทัศนคติที่ดีต่อคนไข้ของเรา ว่าสิ่งที่เป็นนี้มันไม่ได้เป็นสิ่งที่คนไข้อยากให้เกิด แต่เป็นโรคทางสมอง  หรือว่าพฤติกรรมที่ก้าวร้าวไม่ได้เกิดจากธรรมชาติของเขานะ แต่เป็นเพราะอะไร เพราะฉะนั้น การให้ความรู้ และการพูดคุยเป็นสิ่งสำคัญมาก ไปดูคนไข้ทุกครั้งทางจิตเวชจะเรียกว่าเลียร์ซอง และต้องมีการพูดคุยกับทีมด้วยเสมอ ไม่ใช้แค่ดูคนไข้ เขียนตอบในใบแล้วเดินจากมา ให้เขาไปอ่านกันเอง ถ้าเป็นจิตแพทย์ต้องโทรคุยกับพยาบาลที่ดูแล โทรหาแพทย์เจ้าของไข้  เพราะส่วนนึง การดูคนไข้ในวอร์ดอื่นๆ จุดที่ทำให้เกิดความผิดพลาดได้คือการที่แพทย์ไม่ได้สื่อสารกันโดยตรง ทำให้การรักษาไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

5. เครื่องมือที่ใช้ในอาชีพนั้น

จิตเวชจะไม่ค่อยมีเครื่องมือท



โดย อดัม
วันที่ 10 พ.ย. 58 15:23 น.
กระทู้นี้เปิดอ่านแล้ว 2,217 ครั้ง

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 2,217 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่



กระทู้แนะนำ